Rukbunchee ‘แนวข้อสอบ CPA’ By audit
เทคนิคการเขียนรายงานการตรวจสอบภายใน
การอบรมเทคนิคการเขียนรายงานการตรวจสอบภายใน
การอบรมเทคนิคการเขียนรายงานการตรวจสอบภายใน จัดโดย สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ การอบรมในเชิงปฏิบัติการที่เป็นหลักสูตรระยะสั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานตรวจสอบภายในเข้าใจพัฒนาการและเทคนิคใหม่ในการจัดทำรายงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพในระดับสากล สามารถเขียนรายงานผลการตรวจสอบที่ดี เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร ต่อไป
ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้ารับการอบรม
– การเขียนรายงานการตรวจสอบที่บรรลุความคาดหวังของผู้บริหารระดับสูง และผู้รับการตรวจ
– การรวมประเด็นการตรวจสอบเป็นรายงานการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มคุณค่าให้แก่องค์กร
– การจัดองค์ประกอบของรายงานการตรวจสอบให้เป็นมาตรฐานสากลให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจง่าย
– การเขียนแนวทางการปรับปรุงแก้ไขที่ผู้รับการตรวจสามารถนาไปปรับปรุงแก้ไขประเด็นปัญหาที่ตรวจพบได้ในทางปฏิบัติ
– การปรับแนวของภาษาที่ใช้ในการเขียนรายงานการตรวจสอบให้เหมาะสมโดยใช้ภาษาที่สื่อความเข้าใจที่ดีและเข้าใจง่าย
– การจัดทำเอกสารประกอบในแต่ละประเด็นให้สอดคล้องกับหัวข้อผลสรุปของ Final Report
– วิธีการ Follow up เพื่อพิจารณา Corrective Action ของหน่วยงานผู้รับการตรวจ
– การทำ Workshop การเขียนรายงานที่น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
การสูญเสียที่คาดไม่ถึงอาจเกิดขึ้นได้ หากรายงานการตรวจสอบที่จัดทำเป็นรายงานที่ไม่มีประสิทธิผล เพราะรายงานการตรวจสอบเป็นผลงานสาคัญของ ผู้ตรวจสอบภายใน ที่จะสื่อให้ผู้บริหาร และผู้รับการตรวจเห็นถึงความทุ่มเทเวลา และความสามารถในหลายๆ ด้านของทีมงานตรวจสอบภายใน รายงานการตรวจสอบจึงเป็นเครื่องมือทางการบริหาร ที่สาคัญยิ่งของงานตรวจสอบ
ท่านจะได้ฝึกปฏิบัติ Workshop เพื่อเพิ่มความเข้าใจจากผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจสอบภายใน
ผู้ควรเข้ารับการอบรม
- ผู้อานวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน
- หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบภายใน
- เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตรวจสอบภายใน
วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ
– รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณนิภา รอดวรรณะ
– อาจารย์ประจา ภาควิชาการบัญชี
– คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
– กรรมการในคณะอนุกรรมการด้านพัฒนาวิชาชีพบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์
– คุณสุวิมล กุลาเลิศ
– Chief Audit Executive
– บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จากัด (มหาชน)
– กรรมการในคณะอนุกรรมการด้านพัฒนาวิชาชีพบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์
หัวข้อการอบรม
– วัตถุประสงค์และโครงสร้างของรายงานการตรวจสอบภายในที่ดี
– องค์ประกอบของรายงานการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล
– การจัดทำสรุปสิ่งที่ตรวจพบเป็น First Draft Audit Report ให้กับผู้รับการตรวจสอบ
– การประชุม Exit Conference เพื่อปิดงานการตรวจสอบ
– การจัดทำ Executive Summary
– การปรับแนวทางของการใช้ภาษาในรายงานการตรวจสอบ
– วิธีการ Follow up ผล Corrective Action
– แบ่งกลุ่มย่อยเพื่อฝึกการเขียนรายงานการตรวจสอบ (Workshop)
ค่าอบรม (รวมเอกสารประกอบการอบรม อาหารกลางวัน และอาหารว่างระหว่างการอบรม)
สมาชิกสภาฯ 5,100 บาท รวม VAT 5,457 บาท
บุคคลทั่วไป 6,100 บาท รวม VAT 6,527 บาท
สนใจติดต่อสอบถามได้ที่
สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์
133 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์ 0-2685-2500 ต่อ 2526,2583,2572-5 โทรสาร 0-2685-2503,0-685-2539
แนวทางการปฏิบัติตามเงื่อนไขการเป็นผู้ทำบัญชี
แนวทางการปฏิบัติตามเงื่อนไขการเป็นผู้ทำบัญชี
ตามที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ตรวจสอบการรับทำบัญชีธุรกิจของผู้ทำบัญชีตามพระราชบัญญัติ การบัญชี พ.ศ. 2543 จากข้อมูลการนำส่งงบการเงินของธุรกิจ และข้อมูลการแจ้งรายชื่อธุรกิจที่ผู้ทำบัญชี รับทำบัญชีให้พบว่า มีผู้ทำบัญชีบางรายยังปฏิบัติตามเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชีตามกฎหมายไม่ถูกต้อง เช่น รับทำบัญชีให้แก่ธุรกิจในปริมาณที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้แจ้งข้อมูลการรับทำบัญชีของธุรกิจที่ ตนรับทำบัญชีให้ เป็นต้น เนื่องจากผู้ทำบัญชียังไม่เข้าใจในบทบัญญัติของกฎหมาย จึงปฏิบัติตามเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชีตามที่กฎหมายกำหนดไม่ถูกต้อง ดังนั้น คณะผู้จัดทำจึงขอนำเสนอแนวทางการปฏิบัติตามเงื่อนไขการเป็นผู้ทำบัญชีของกรมพัฒนา ธุรกิจการค้าดังกล่าว เพื่อเป็นการชี้แจงเงื่อนไขและแนวทางปฏิบัติของการเป็นผู้ทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 และให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ทำบัญชีให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการเป็นผู้ทำบัญชีตาม ที่กฎหมายกำหนด โดยสรุปได้ดังนี้
1. การแจ้งข้อมูลการรับทำบัญชี
ผู้ทำบัญชีที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชีของธุรกิจ ต้องดำเนินการแจ้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง กับการทำบัญชี พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานประกอบการแจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 60 วัน นับแต่ วันเริ่มทำบัญชี ซึ่งปัจจุบันกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดให้บริการแก่ผู้ทำบัญชีผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่ง ผู้ทำบัญชีต้องดำเนินการ ดังนี้
1.1 แจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีพร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ ส.บช.5 (แบบแจ้งการทำบัญชีของผู้ทำบัญชีตามมาตรา 7 (6) แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543) และแบบ ส.บช. 5-1 (แบบแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่รับทำบัญชี) ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 60 วันนับแต่วันเริ่มทำบัญชี
1.2 แจ้งความประสงค์เพื่อรับหมายเลขผู้ใช้ (User ID) และรหัสผ่าน (Password) กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยจัดส่งแบบแจ้งความประสงค์ที่สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 44/100 ถนนนนทบุรี 1 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 หรือขอรับหมายเลขผู้ใช้ (User ID) และรหัสผ่าน (Password) ทาง Internet ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th และเมื่อผู้ทำบัญชีได้ User ID และ Password แล้วสามารถดำเนินการแจ้งได้ทุกกรณีไม่ว่าจะแจ้งเพิ่มและยกเลิกธุรกิจ
ที่รับทำบัญชี แก้ไขข้อมูล แจ้งการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชีของผู้ทำบัญชีในทุกรอบสามปี อนึ่ง การแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้ทำบัญชีในกรณีอื่น เช่น การแจ้งเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลเปลี่ยนคุณวุฒิการศึกษา ฯลฯ ให้ผู้ทำบัญชีแจ้งเป็นเอกสารตามแบบ ส.บช.6 (แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงการทำบัญชีตามมาตรา 7 (6) และ มาตรา 42 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543)
2. การนับจำนวนรายธุรกิจที่ผู้ทำบัญชีสามารถรับทำบัญชีได้
ตามประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2543กำหนดให้ผู้ทำบัญชีที่รับทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ปีละเกินกว่าหนึ่งร้อยรายต้องจัดให้มีผู้ช่วย ผู้ทำบัญชีซึ่งมีคุณวุฒิเช่นเดียวกับผู้ทำบัญชีอย่างน้อยหนึ่งคนในทุกๆ หนึ่งร้อยรายที่เกินหนึ่งร้อยรายแรก เศษของแนวทางการปฏิบัติตามเงื่อนไขการเป็นผู้ทำบัญชี
หนึ่งร้อยถ้าเกินกว่าห้าสิบให้นับเป็นหนึ่งร้อย และผู้ช่วยผู้ทำบัญชีดังกล่าวจะต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีในสถานะของผู้ช่วยผู้ทำบัญชี และแจ้งรายชื่อธุรกิจที่ตนรับทำบัญชีกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเช่นเดียวกับผู้ทำบัญชีด้วยทั้งนี้ การนับจำนวนของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีมิให้รวมถึงผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่มิได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้ว หรือที่ยังไม่ได้เริ่มทำการค้าขายหรือประกอบการงาน
3. การเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชี (CPD)
ผู้ทำบัญชีต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพทุกรอบสามปี โดยในแต่ละรอบต้องมีจำนวนชั่วโมงไม่น้อยกว่า 27 ชั่วโมง และต้องเป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการบัญชีไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง ทั้งนี้ ในแต่ละปีผู้ทำบัญชีจะต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง จากสถาบัน วิชาชีพหรือสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความเห็นชอบ โดยให้ผู้ทำบัญชี แจ้งการเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพภายใน 60 วัน ตั้งแต่วันสิ้นปีปฏิทินของทุกปี และต้องจัดเก็บหลักฐานการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องเกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีไว้กับตนเองเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันสิ้นปีปฏิทินของวันสิ้นสุดการอบรม ซึ่งผู้ทำบัญชีสามารถแจ้งข้อมูลการเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชีผ่านทางเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th โดยใช้ User ID และ Password เดียวกับการแจ้งเพิ่มยกเลิกธุรกิจที่รับทำบัญชี ทั้งนี้ หากผู้ทำบัญชีท่านใดมีข้อสงสัย หรือประสงค์จะสอบถามปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม เงื่อนไขการเป็นผู้ทำบัญชี สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักกำกับดูแลธุรกิจ งานกำกับผู้ทำบัญชี โทรศัพท์ 02-547-4395 หรือ 02-547-5977